ฟอร์ดหวนคืนสู่ เลอม็อง ในปี 2570

เตรียมพัฒนารถแข่งเครื่องยนต์ไฮเปอร์คาร์ พร้อมเผยไลน์อัพทีมแข่งระดับโลก

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เตรียมหวนคืนสู่จุดสูงสุดของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตในรายการ FIA World Endurance Championship หรือ FIA WEC ในปี 2570 โดยหวังที่จะนำมนต์ขลังและความสำเร็จของการแข่งรถฟอร์ดเมื่อเกือบ 60 ปีก่อนกลับมาอีกครั้ง

ทีมฟอร์ด เรซซิ่ง (Ford Racing) จะเป็นผู้นำทัพส่งทีมแข่งโรงงานแบบเต็มรูปแบบเข้าร่วมการแข่งขัน FIA WEC โดยมีเป้าหมายเพื่อคว้าชัยชนะในรายการแข่งรถทางเรียบที่อึดที่สุด 24 ชั่วโมงอย่าง เลอม็อง (Le Mans) กลับมาอีกครั้ง ณ เมืองเลอม็อง ประเทศฝรั่งเศส ที่ในช่วงปี 2509 ถึง 2512 ฟอร์ดเคยคว้าชัยชนะ Overall ในรายการระดับโลกนี้ได้ถึง 4 ปีซ้อน ก่อนที่ฟอร์ดจะมุ่งเน้นไปที่การคว้าชัยชนะในแต่ละรุ่น (Class) ตั้งแต่ปี 2559 ด้วยรถ ฟอร์ด จีที ในรุ่น GTLM และล่าสุดกับรถ ฟอร์ด มัสแตง จีที3 (GT3)

Venture Motorsports Team prepares LMP2 entry.

“ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการแสดงสมรรถนะรถในสนามแข่ง” บิล ฟอร์ด ประธานบริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “เมื่อเราลงแข่ง เราแข่งเพื่อเอาชนะ และไม่มีสนามแข่งหรือการแข่งขันใดที่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์เรามากไปกว่า เลอม็อง ซึ่งเป็นสนามที่เราต่อกรกับคู่แข่งในตำนานอย่างเฟอร์รารีและคว้าชัยชนะมาได้ในในช่วงทศวรรศที่ 60 และเป็นสนามที่เรากลับมาอีกครั้งใน 50 ปีต่อมา ที่เราสร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งโลกด้วยการเอาชนะเฟอร์รารีได้อีกครั้งในปี 2559 ผมตื่นเต้นมากที่เรากำลังจะกลับไปที่ เลอม็อง และลงแข่งขันในระดับสูงสุดของการแข่งรถเอนดูแรนซ์ เราพร้อมแล้วที่จะท้าทายโลกใบนี้อีกครั้ง และ ‘ลุยไปให้สุด!'”

หัวใจของการพัฒนาไฮเปอร์คาร์

การสร้างโปรแกรมรถแข่งไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 2 ปี โดยเริ่มจากการออกแบบบนกระดาษจนไปสู่จุดสตาร์ทที่เลอม็อง ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ฟอร์ด เรซซิ่ง เชื่อว่าการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง คือหนทางเดียวในการพัฒนารถ ซึ่งฟอร์ดได้เริ่มพัฒนาหัวใจสำคัญของรถแล้วนั่นก็คือ ‘เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.4 ลิตร’ 

Venture Motorsports Team prepares LMP2 entry with Mike Rockenfeller in the cockpit.

ฟอร์ดเลือกใช้เครื่องยนต์โคโยตี้ (Coyote) ขับเคลื่อนรถไฮเปอร์คาร์ด้วยขุมพลัง V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ  ขนาด 5.4 ลิตร ซึ่งเป็นขุมพลังที่ตอกย้ำความเป็น มัสแตง ดาร์คฮอร์ส อาร์ (Dark Horse R) จีที4 (GT4) และจีที3 (GT3) เมื่อมีเครื่องยนต์ที่เป็นระดับตำนานนี้อยู่แล้ว ย่อมต้องดึงศักยภาพสูงสุดนั้นออกมาใช้ เครื่องยนต์ V8 นี้จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างตำนานเครื่องยนต์เมื่อ 60 ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทที่เครื่องยนต์สำหรับแข่งขันนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเองทั้งหมดภายในองค์กร โดยทีมงานในเมืองเดียร์บอร์นได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ (Red Bull Ford Powertrains) เพื่อผสานเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าแรงสูงเข้ากับขุมพลังสุดดุดันที่ถือกำเนิดจากดีทรอยต์

ทีมแข่งรถของอเมริกา ท้าชนคู่แข่งระดับโลก

เมื่อทีมมีขุมพลังที่แข็งแกร่ง ทีมย่อมต้องมีนักแข่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ฟอร์ด เรซซิ่ง ได้ประกาศรายชื่อนักแข่งครบทั้ง 6 คน ที่จะลงศึกชิงชัยในคลาสไฮเปอร์คาร์ปี 2570 โดยเป็นการรวมตัวของยอดนักแข่งที่เปี่ยมไปด้วยดีกรีระดับแชมป์ มีประสบการณ์ในการร่วมพัฒนารถต้นแบบ และมีทักษะการขับด้วยความเร็วอันดุดัน ได้แก่

  • เซบาสเตียน พรีโอลซ์ นักแข่งผู้มีพรสวรรค์โดยกำเนิดอย่างแท้จริง ซึ่งได้พิสูจน์ความสามารถด้วยการคว้าชัยชนะในรายการ ไอเอ็มเอสเอ (IMSA) ด้วยรถมัสแตง GT3
  • ไมค์ ร็อคกี้ร็อคเคนเฟลเลอร์ นักแข่งระดับตำนานที่ผ่านการแข่งขันและคว้าชัยชนะมาแล้วทุกรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นผู้ชนะที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในรถมัสแตง GT3
  • โลแกน ซาร์เจียนท์ นักแข่งหน้าใหม่ชาวอเมริกันที่เพิ่งย้ายมาจาก ฟอร์มูล่า 1 นำเอาประสบการณ์ด้านแรงกดอากาศ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคมาสู่ทีม ซึ่งการมีนักแข่งชาวอเมริกันกลับมาขับให้ฟอร์ดที่เลอม็องอีกครั้งถือเป็นการยกย่องตำนานนักแข่งรถชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่อย่าง แดน เกอร์นีย์ และ เอ.เจ. ฟอยต์ ที่เคยคว้าชัยชนะที่เลอม็องให้กับฟอร์ดในปี 2510
  • แมตต์แคมป์เบลล์ ยอดนักแข่งสัญชาติออสเตรเลียน ดีกรีแชมป์จากทั้งรายการไอเอ็มเอสเอ (IMSA) และ FIA WEC ผู้มีชื่อเสียงด้านความแม่นยำและความเร็ว มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมพัฒนารถ
  • นิคเยลโลลี นักแข่งชาวอังกฤษผู้เคยคว้าชัยในคลาส LMP2 ที่เลอม็อง รวมถึงแชมป์ Nürburgring 24 ชั่วโมง และ Spa 24 ชั่วโมง มีประสบการณ์อันยาวนานในฐานะนักขับทดสอบและพัฒนารถจำลอง ของทีมฟอร์มูล่า 1
  • ทอมบลอมควิสต์ อดีตแชมป์ไอเอ็มเอสเอ (IMSA – DPi) และแชมป์ Overall รายการ Rolex 24 ที่เดย์โทนา 2 สมัย เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งในรถต้นแบบ และรถจีที

“สำหรับ ฟอร์ด เรซซิ่ง ดีเอ็นเอแห่งการแข่งขันนั้นอยู่ในสายเลือดของเรา” มาร์ค รัชบรูค ผู้อำนวยการของ ฟอร์ด เรซซิ่ง กล่าว “ด้วยการร่วมทีมของ 6 นักแข่งที่มีชื่อเสียงนี้ ทำให้ตอนนี้เราได้ทัพนักแข่งที่สมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะชนะการแข่งขัน เราไม่ได้กลับมาลงสนามเลอม็องในฐานะผู้เข้าร่วม แต่เรากลับมา เพื่อต่อสู้และคว้าชัยชนะระดับโอเวอร์ออล และรายชื่อนักแข่งชุดนี้คือรากฐานที่สมบูรณ์แบบสู่เป้าหมายนั้น”

นักแข่งทั้ง 6 คน จะเริ่มเข้าสู่โปรแกรมการทดสอบบนสนามแข่งจริงอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ในสนามแข่งต่างๆ ทั่วทวีปยุโรป โดยมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกองค์ประกอบของโปรแกรมพัฒนาทีมแข่งนี้ผ่านบททดสอบสุดหฤโหดก่อนลงสมรภูมิจริงในปีหน้า

“นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับฟอร์ดกลับสู่รายการสูงสุดของการแข่งขัน เลอม็อง 24 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปี” ปิแอร์ ฟิลยง ประธาน Automobile Club de l’Ouest (ACO) ผู้จัดการแข่งขัน กล่าว “ฟอร์ดเป็นแบรนด์ที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับการแข่งขันสุดพิเศษนี้มาโดยตลอด และประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าฟอร์ดไม่ได้ลงแข่งเพื่อเป็นที่สอง การรื้อฟื้นการแข่งขันกับคู่ปรับตลอดกาล ถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก”

ด้านริชาร์ด มิลล์ ประธานคณะกรรมาธิการเอนดูแรนซ์ของเอฟไอเอ (FIA) กล่าวว่า “ฟอร์ดและการแข่งรถแบบเอนดูแรนซ์นั้นเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังที่ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง ฟอร์ดเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าภาคภูมิใจในวงการมอเตอร์สปอร์ต ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลในการแข่งขันที่ได้รับการปลูกฝังมาจากเฮนรี ฟอร์ด การกลับมาสู่ระดับสูงสุดของการแข่งขันของแบรนด์ฟอร์ดในครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการตั้งกติกาการแข่งรุ่นไฮเปอร์คาร์ใหม่ในปัจจุบันประสบความสำเร็จและน่าดึงดูดใจในการเข้าร่วมลงแข่ง ยุคทองของการแข่งรถเอนดูแรนซ์ได้มาถึงแล้ว ณ บัดนี้”