สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า (EVAT) เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงาน EVAT วาระ 2026–2028
สานต่อภารกิจขับเคลื่อน xEV Ecosystem ไทย สอดรับนโยบายรัฐลดมลพิษภาคขนส่ง
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นำโดย นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมฯ นำทีมอุปนายกสมาคมฯ เลขาธิการ และกรรมการสมาคมฯ เปิดทิศทางการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2026–2028 ผ่านแนวคิด EVAT 2026–2028: Driving Forward a Sustainable and Competitive EV Ecosystem มุ่งสานต่อภารกิจเดิม พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ แข่งขันได้ และยั่งยืน ณ งานแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประจำปี 2026 จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์
สมาคมฯ ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการลดมลพิษจากภาคการขนส่งและภาคยานยนต์ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
ตลอดวาระปี 2024–2026 ที่ผ่านมา สมาคมฯได้พิสูจน์บทบาทในฐานะกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค ทั้งในด้านการสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบาย การสะท้อนประเด็นจากภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการรณรงค์ให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า “สำหรับวาระปี 2026–2028 สมาคมฯ จะเดินหน้าสานต่อจากรากฐานที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน EV Ecosystem อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและผู้บริโภค การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจะดำเนินผ่านบทบาทของอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 6 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน EV Ecosystem ในมิติที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐาน ความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการใช้ และการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เป้าหมายสำคัญของสมาคมฯ ในวาระนี้ คือการร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย แข่งขันได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในระยะยาว พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน”
ด้านอุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยฝ่ายวิชาการ ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ “การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโลก ฝ่ายวิชาการของสมาคมฯ จะมุ่งทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางองค์ความรู้และข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน การพัฒนากำลังคน การเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า การสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ต้องขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต”
นายสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ เผยถึงทิศทางการทำงานในวาระใหม่ว่า “การปรับโครงสร้างของ EVAT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม EV ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกเฟสที่สำคัญ การเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นที่ ‘การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสากล’ โดยทางสมาคมฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิต เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ หรือ ศูนย์ทดสอบ ในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในเวทีสากล”
นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังได้วางกรอบการทำงานเชิงรุกในอีก 3 มิติหลัก ได้แก่:
- สวมบท “ทูตอุตสาหกรรม” เชื่อมโยง Ecosystem ฝั่ง Demand Side: ต่อยอดจากความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 10สมาคมพันธมิตรฝั่งผู้ผลิต (Supply Side) ที่ทำงานร่วมกัน ออกแถลงการร่วมปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปเมื่อไม่นานนี้ ในวาระนี้จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงไปยังฝั่งอุปสงค์และตลาด (Demand Side)
- ผนึกกำลังภาครัฐผลักดันรถยนต์ราชการ EV โดยทางสมาคมฯ เตรียมเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ สำนักงบประมาณ BOI และบอร์ดอีวี เพื่อสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านรถยนต์หน่วยงานราชการให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม
- ขยายขอบเขตการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าในหลากหลายมิติ ไม่จำกัดเพียงรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ต้องครอบคลุมถึง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของคนไทยและมีศักยภาพสูงในการผลิต โดย EVAT จะร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อผลักดันมาตรฐานตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และความปลอดภัยให้ครอบคลุมการใช้งานจริงของทุกภาคส่วน
“หากเรามีฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล มีศูนย์ทดสอบที่พร้อมใช้งาน ภาครัฐเป็นผู้นำในการใช้รถ EV ตลาดรถมือสองมีมาตรฐานตรวจสภาพที่น่าเชื่อถือ ประกันภัยประเมินความเสี่ยงได้ และไฟแนนซ์ปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจ นี่คือ Demand Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นความเชื่อมั่นในการผลิต ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายสนับสนุนการผลิตยานยนต์ ในการทำให้อุตสาหกรรม EV ไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสยามณัฐ กล่าวสรุป
นายสุทีป รัตนภาส อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องให้สามารถแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก ในช่วงวาระการดำเนินงานปี 2569–2571 ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ (Local Content) การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน
นายสุทีปกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,000 ราย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV จึงควรเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดย EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เป้าหมายของ EVAT คือการผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตทั้งในฐานะตลาดและฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนอย่างยั่งยืน
นายอัษฎายุทธ รุธิรโก อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กล่าวว่า “การเติบโตของ EV ในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าหรือจำนวนสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานและสามารถรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว ทางสมาคมฯ ได้ให้ความสำคัญกับ กับ 4 แนวทางหลัก ได้แก่
- การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัย โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้าน อาคาร และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการจัดทำมาตรฐานกลางเครื่องชาร์จสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อให้การเติบโตของตลาดเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีทิศทางเดียวกัน
- การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและการเข้าถึงสถานีชาร์จ โดยสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ fast-track สำหรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของสถานีชาร์จสาธารณะ
- การพัฒนาระบบดิจิทัลและข้อมูลกลาง โดย EVAT สนับสนุนแนวคิด National EV Roaming Hub เพื่อให้ผู้ใช้ EV สามารถเข้าถึงบริการชาร์จได้สะดวกขึ้น ลดความซับซ้อนจากการใช้งานหลายแอปพลิเคชัน และทำให้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จสามารถเชื่อมต่อกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ EVAT ยังเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้าน Battery Passport และมาตรฐานข้อมูลแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออก การจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
- ความชัดเจนของนโยบายราคาและกฎระเบียบ โดยเฉพาะอัตราค่าไฟสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งควรมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนขยายโครงข่ายชาร์จในระยะยาวได้
ท้ายที่สุดเเล้วทางสมาคมฯ มองว่า โครงสร้างพื้นฐาน EV ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถานีชาร์จ แต่เป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้รถ ผู้ประกอบการสถานีชาร์จ ผู้ให้บริการไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ”
นางสาวธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ กล่าว ภารกิจของฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารข่าวสารของสมาคม แต่คือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้พัฒนาเครื่องมือสำคัญเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราได้จัดทำ EVAT Directory ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นอกจากนี้ เรายังได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Eco Exploration เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปีที่ผ่านมา มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คัน ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นของผู้ใช้ EV ในประเทศไทย ในวาระใหม่นี้ เราจะเปิดตัวโครงการ ASEAN EV Registration Intelligence เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของประเทศสมาชิกอาเซียน
ฐานข้อมูลนี้จะสะท้อนภาพรวมของตลาด EV ในภูมิภาค ทั้งยอดจดทะเบียน ส่วนแบ่งตลาด แบรนด์และรุ่นที่ได้รับความนิยม ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสื่อมวลชน เรามุ่งหวังให้ EVAT ก้าวจากการเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย สู่การเป็น ศูนย์กลางข้อมูลและองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน
ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ จะขับเคลื่อนงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
- สร้างองค์ความรู้ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และทันสมัย
- ส่งเสริมการใช้งาน EV อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้
- พัฒนา EVAT ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลและการสื่อสารที่น่าเชื่อถือ ทั้งในระดับประเทศและระดับอาเซียน
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ประชาชนและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV อย่างยั่งยืน
ดิฉันเชื่อมั่นว่า การสื่อสารที่ดีไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ข้อมูล แต่คือการสร้างความเข้าใจ การสร้างความเชื่อมั่น และการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้
ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อทำให้ EVAT เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรมไว้วางใจ และนานาชาติยอมรับในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค เพราะเราเชื่อมั่นว่า “การขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากข้อมูลที่ถูกต้อง ความร่วมมือที่เข้มแข็ง และความเชื่อมั่นของผู้คน”
ด้าน รศ.ดร. สุตาภัทร แคว้นเขาเม็ง เลขาธิการ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า EVAT ได้ก่อตั้งมากว่า 10 ปี และตลอดระยะที่ผ่านมาสมาคมฯ มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกประเภท ทั้งประเภทนิติบุคคล สมาชิกสามัญทั่วไป นักศึกษา และสมทบ รวมทั้งมีความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ สมาคมมุ่งสู่ความเป็นสากล ภายใต้นโยบายสำคัญของนายกสมาคมมาแล้ว 3 ท่าน ปัจจุบันนายสุโรจน์ แสงสนิท ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในสมัยที่สองนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีให้เราได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งฝ่ายเลขาธิการ มุ่งเน้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทุกมิติ โดยมี
- การประสานงาน (Co-Ordinator)
- 2.เชื่อมโยง (Integrator)การทำงานของทุกฝ่าย และหน่วยงานต่างๆที่มีความร่วมมือ
- สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของสมาคมฯ EVAT Strategic Pillars, KPI, Roadmap, งบประมาณ (Budget) และแผนปฏิบัติการรายปี (Action Plan)
- ผลักดันให้การดำเนินงานของสมาคมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ บรรลุเป้าหมายของตามพันธกิจ
- ส่งเสริมให้สมาชิกและองค์กรพันธมิตรของสมาคมได้มีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่มีความยั่งยืนร่วมกัน
สำหรับฝ่ายเลขาธิการจะทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนหลังบ้านในการประสานงาน เชื่อมโยงการทำงานของทุกฝ่าย และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมฯ ให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ สมาคมฯ ย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งระบบอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อให้การลดมลพิษจากภาคการขนส่งและภาคยานยนต์เกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน











