มุกข์ลดา สารพืช และ สมเกียรติ จันทรา: จากเอเชีย ทาเลนต์ คัพ สู่เวทีระดับโลก

จากเพื่อนวัยเยาว์ สู่คู่แข่งและแรงบันดาลใจบนเวทีโลก
Wsbk_Donington_Park_2026_ Photo : William Joly

มุกข์ลดา สารพืช สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักบิดหญิงไทยคนแรกที่ลงแข่งขันในรายการ FIM Women’s Circuit Racing World Championship หรือ WorldWCR พร้อมทำผลงานโดดเด่นตั้งแต่ฤดูกาลแรก ทั้งการขึ้นโพเดียมและรั้งอันดับ 5 บนตารางคะแนนสะสม

เส้นทางของมุกข์ลดาเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อปี 2014 ในรายการ Asia Talent Cup เคียงข้างกับ สมเกียรติ จันทรา นักบิดไทยที่ก้าวสู่เวทีระดับโลกเช่นกัน ทั้งสองคนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้น มิตรภาพ และบทเรียนที่หล่อหลอมให้พวกเขาเดินทางมาถึงวันนี้

ก้าวแรกบนเส้นทางนักแข่ง

Asia Talent Cup ไม่ได้เป็นเพียงรายการแข่งขัน แต่คือเวทีบ่มเพาะนักบิดเยาวชนจากทั่วเอเชียให้ได้เรียนรู้มาตรฐานการแข่งขันระดับนานาชาติ

มุกข์ลดา สารพืช กล่าวว่า “Asia Talent Cup จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2014 ตอนนั้นมีนักแข่งไทย 3 คนที่ได้รับเลือก รวมถึงตัวเราเองด้วย รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในรายการแรก”

สมเกียรติ จันทรา เสริมว่า “เราได้รับคัดเลือกตั้งแต่ปลายปี 2013 ก่อนจะเริ่มแข่งจริงในปี 2014 ตอนแรกไม่คิดว่าจะผ่าน เพราะมีผู้สมัครจากทั่วโลกเยอะมาก การได้เข้าไปแข่งขันทำให้เราได้รู้จักการแข่งขันแบบซีรีส์ระดับนานาชาติอย่างแท้จริง และเริ่มพัฒนาตัวเองอย่างเป็นระบบ”

สำหรับนักบิดไทย Asia Talent Cup คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการแข่งขันในเอเชียและระดับโลก ทั้งเรื่องทักษะการขับขี่ ความเร็ว การเตรียมร่างกาย และการทำงานร่วมกับทีม

“ถ้าเราเตรียมตัวดี ก็มีโอกาสก้าวขึ้นไปแข่งขันในคลาสที่สูงกว่าได้ รายการนี้เปรียบเหมือนโรงเรียนที่ช่วยให้เราพร้อมสำหรับก้าวต่อไป” มุกข์ลดากล่าว

มิตรภาพที่เริ่มต้นก่อนเวทีโลก

ความสัมพันธ์ของมุกข์ลดาและสมเกียรติไม่ได้เริ่มจาก Asia Talent Cup เท่านั้น เพราะทั้งคู่เคยพบและแข่งขันร่วมกันในรายการชิงแชมป์ประเทศไทยมาก่อนแล้ว

มุกข์ลดาเล่าย้อนด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนสมเกียรติเข้า Asia Talent Cup ปี 2014 เขายังเด็กมาก สำหรับเราตอนนั้นเขาดูตัวเล็ก ไม่เหมือนนักแข่งเลย”

ด้านสมเกียรติกล่าวว่า “ผมตัวเล็กจริง ๆ เรารู้จักกันมานานก่อนปี 2014 จากการแข่งขันในไทย หลังจบ Asia Talent Cup ก็ยังติดต่อกันตลอด ถ้าใครทำผลงานดี เราก็จะส่งข้อความแสดงความยินดีกัน”

ทั้งคู่ยังมีจุดร่วมจากการเติบโตผ่าน Honda Academy โดยสมเกียรติจำได้ว่า เขาเจอมุกข์ลดาครั้งแรกตอนอายุราว 9 ปี ขณะที่มุกข์ลดาอายุประมาณ 14 ปี ความต่างวัย 5 ปีจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมองว่าเขา “ยังเด็กมาก” ในวันนั้น

สร้างประวัติศาสตร์ทีละก้าว

ในปี 2014 ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กสองคนจาก Thailand จะก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกในเวลาต่อมา

สมเกียรติเริ่มสร้างชื่อจากการลงแข่งขันแบบไวลด์การ์ดใน Moto3 สนามประเทศไทย ปี 2018 และจบการแข่งขันในอันดับท็อป 10 ผลงานดังกล่าวเปิดประตูให้เขาได้ร่วมทีม Honda Team Asia ในศึก Moto2 ปี 2019 ก่อนจะก้าวสู่ MotoGP และต่อยอดเส้นทางในเวที WorldSBK

“เมื่อได้แข่งในระดับโลก เราเห็นชัดเจนถึงความต่าง ทั้งทักษะการขี่ เวลาต่อรอบ และมาตรฐานของนักแข่ง ผมมีแรงกดดันอยู่บ้างจากแฟนชาวไทย แต่ก็ภูมิใจที่ได้แสดงให้เด็กไทยเห็นว่า ทุกคนมีโอกาสไปถึงระดับโลกได้” สมเกียรติกล่าว

สำหรับมุกข์ลดา เธอสร้างหมุดหมายสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นนักแข่งหญิงคนแรกที่ลงแข่งขัน Asia Dream Cup ในปี 2015 และคว้าแชมป์จนกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้าแชมป์รายการ ARRC

นอกจากนี้ มุกข์ลดายังสร้างประวัติศาสตร์ในการแข่งขัน Suzuka 4 Hours ด้วยการเป็นนักแข่งหญิงคนแรกที่คว้าชัยชนะในประวัติศาสตร์ 40 ปีของรายการ ร่วมกับ ปีย์วัฒน์ ปทุมยศ ภายใต้ทีมแข่งจากประเทศไทย

“ตอนนั้นทำให้รู้ว่าเรารักการแข่งและการเรียนรู้มากแค่ไหน เราเคยคิดว่าผู้หญิงอาจทำไม่ได้ แต่สุดท้ายเราก็อยากพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงไปสู้กับนักแข่งชาย” มุกข์ลดากล่าว

เรียนรู้และปรับตัวบนเวทีระดับโลก

การเปลี่ยนจากการแข่งขันในเอเชียสู่เวที World Championship คือความท้าทายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการต้องเรียนรู้สนามใหม่ รถแข่งใหม่ และคู่แข่งที่มากประสบการณ์

มุกข์ลดาเผยว่า “ความท้าทายแรกคือสนาม เพราะหลายสนามแตกต่างจากในเอเชียและเราไม่เคยแข่งมาก่อน นักแข่ง WorldWCR ทุกคนมีประสบการณ์และแข็งแกร่งมาก เราจึงต้องพัฒนาทั้งร่างกายและเทคนิคอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากทักษะการขี่ เธอยังได้เรียนรู้เรื่องโภชนาการ โปรแกรมฝึกซ้อม การเข้ายิม และการปั่นจักรยาน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นนักแข่งอาชีพ

ขณะที่สมเกียรติอธิบายว่า การย้ายจาก MotoGP มาสู่ WorldSBK ทำให้ต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะนอกจากรถแข่งที่ต่างกันแล้ว ยังต้องเผชิญกับสนามที่ไม่คุ้นเคย เช่น Donington Park และ Most

“ไม่ว่าจะแข่งที่ไหนหรือรายการอะไร ผมยังมีความสุขกับการแข่งขันเสมอ นั่นคือสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอดเส้นทางอาชีพ” สมเกียรติกล่าว

ชีวิตที่เดินหน้าด้วยความเร็ว

เบื้องหลังการแข่งขันระดับโลกคือวินัยและการทุ่มเทที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี

สมเกียรติมักเดินทางกลับไทยในช่วงพักระหว่างสนาม แต่หากมีโปรแกรมทดสอบรถคั่นกลาง เขาจะเลือกอยู่ฝึกซ้อมต่อที่อิตาลี เพื่อรักษาความพร้อมสูงสุด นอกจากนี้ เขายังได้สัมผัสประสบการณ์ Suzuka 8 Hours เป็นครั้งแรกกับทีม HRC Honda ซึ่งช่วยเพิ่มมุมมองใหม่ให้กับการแข่งขันแบบเอ็นดูรานซ์

ส่วนมุกข์ลดา นอกจากแข่งขันใน WorldWCR แล้ว ยังลงแข่งรายการ ESBK Championship ของสเปน รุ่น Yamaha R7 ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปเป็นหลักตลอดฤดูกาล

ก่อนทุ่มเทเต็มตัวให้กับอาชีพนักแข่ง มุกข์ลดายังเคยศึกษาด้านธุรกิจและการตลาดควบคู่กับการแข่งรถ “บางสัปดาห์ต้องเรียนมหาวิทยาลัย แล้วสัปดาห์ต่อมาก็ไปแข่ง มันไม่ง่าย แต่สุดท้ายก็เรียนจบได้” เธอกล่าว

แรงบันดาลใจของนักบิดรุ่นใหม่

ความสำเร็จของทั้งมุกข์ลดาและสมเกียรติ ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะผลงานส่วนตัว แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยและนักบิดรุ่นใหม่ทั่วเอเชีย

“การที่ผมได้แข่งใน MotoGP และ WorldSBK ทำให้เด็ก ๆ เห็นว่าเส้นทางนี้เป็นไปได้จริง หากมีความตั้งใจและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็ไปถึงระดับโลกได้เช่นกัน” สมเกียรติกล่าว

มุกข์ลดาเสริมว่า “ดีใจที่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักบิดรุ่นเยาว์ หลายคนส่งข้อความและกำลังใจมาให้เสมอ หวังว่าเราจะช่วยให้พวกเขาเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น”

ประเทศไทยยังมีเส้นทางพัฒนานักแข่งที่ชัดเจน ผ่าน Honda Academy Thailand ตั้งแต่ Thailand Challenge Cup, Asia Challenge Cup, Moto4 และต่อยอดสู่การแข่งขันในยุโรป เพื่อเปิดโอกาสให้นักบิดรุ่นใหม่ก้าวตามฝันอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อความถึงตัวเองในวันแรก

หากย้อนเวลากลับไปบอกตัวเองในปี 2014 ได้เพียงหนึ่งประโยค มุกข์ลดาเลือกจะบอกว่า “จงเข้มแข็งและอย่ายอมแพ้”

ขณะที่สมเกียรติกล่าวว่า “ผมอยากบอกว่า ‘ขอบคุณนะ ชานตรา’ และจะบอกตัวเองให้ทำทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะหากไม่มีเส้นทางที่ผ่านมาทั้งหมด ผมก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้”