ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เผยผลประกอบการปี 2568 สุดแกร่ง

ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งรายได้และยอดส่งมอบรถยนต์

- ยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกพุ่งสูงต่อเนื่องที่ 10,747 คัน
- ทำรายได้ทะลุ 3 พันล้านยูโรปีที่สองต่อเนื่อง ที่ราว 3.20 พันล้านยูโร
- รายได้จากการดำเนินงานที่ 768 ล้านยูโร อัตรากำไร 24%
ซัง‘อกาตา โบโลนเญส 19 มีนาคม 2569 – หลังประกาศสถิติการส่งมอบรถยนต์ครั้งใหม่สูงสุดตลอดกาลที่ 10,747 คัน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี สรุปผลประกอบการปี 2568 ด้วยรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 3 พันล้านยูโรเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยมูลค่ารวมแตะ 3.20 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวอันโดดเด่นของบริษัทฯ โดยมีรายได้จากการดำเนินงานที่ 768 ล้านยูโร อัตรากำไร 24% ซึ่งปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย

สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ผลงานปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการเงินเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการความซับซ้อนของตลาดปัจจุบัน แม้เกิดบริบทอันท้าทายทั่วโลก เราก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรและเสริมมูลค่าแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความสำเร็จนี้เกิดจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนของเรา นั่นคือระเบียบแบบแผน วิสัยทัศน์ระยะยาว และการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง สมดุลนี้ทำให้เราสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากภายนอก ให้กลายเป็นโอกาสเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนแก่แบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง”
สำหรับรายได้จากการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแดนลบและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถพยุงผลกระทบส่วนใหญ่เอาไว้ได้ ด้วยสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ส่งผลต่อตัวเลขการเงินของเราด้วย โดยผลกระทบเหล่านั้นจะถูกนำมาพิจารณาอย่างครบถ้วนในรอบปีงบประมาณ เมื่อพิจารณาตามบริบทนี้ การประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดรุ่น 4 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ในอุตสาหกรรมระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยไม่ปิดกั้นแผนการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต

เปาโล โพมา กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ปัจจัยภายนอกและความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค ทำให้ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายเป็นพิเศษ แม้ในบริบทดังกล่าว เรายังสามารถสรุปผลประกอบการทางการเงินและธุรกิจในระดับดีได้ตลอดทั้ง 12 เดือน โดยที่รักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้ ทำให้เรายังอยู่ในกลุ่มผู้เล่นที่ทำกำไรสูงสุดในภาคสินค้าหรูระดับโลก ผลลัพธ์นี้เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายของเราในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ต่อเนื่อง”
ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 10,747 คันในปี 2568 ทำให้ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ทำสถิติทะลุเพดาน 10,000 คันเป็นปีที่สามติดต่อกันและตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุปสงค์ทั่วโลกที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นยังส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการประจำปี เพราะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นของ Revuelto[1] และความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโปรแกรม Ad Personam โดยในปี 2568 รถยนต์ที่ส่งมอบถึง 94% ได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างน้อยหนึ่งจุด ยืนยันว่าโปรแกรมดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ รถรุ่น Temerario จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแนวทางนี้ โดยบริษัทฯ ได้เริ่มส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้แก่ลูกค้าในช่วงเดือนแรกของปี 2569 เพื่อเติมเต็มกลยุทธ์การพัฒนายานยนต์ไฮบริดของแบรนด์ให้สมบูรณ์แบบ รถยนต์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบส่งกำลังใหม่ทั้งหมด โดยสามารถทำรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 10,000 รอบต่อนาทีเป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ผลิตจริง มาพร้อมกับสมรรถนะขั้นสูงสุดและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งถ่ายทอดดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีเอาไว้อย่างชัดเจน

ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ยึดมั่นในดีเอ็นเอของแบรนด์
บริษัทแห่งซัง’อกาตา โบโลนเญส ยังคงเติบโตและสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งดีเอ็นเอแห่งอารมณ์การขับขี่ ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับไลน์อัปรถยนต์ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไฮบริดเต็มรูปแบบในปี 2568 ประกอบด้วย Revuelto, Urus SE [2]และ Temerario[3] ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สูญเสียคาแรกเตอร์และสมรรถนะแม้แต่น้อย ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลก

ในปี 2569 ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี จะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องอีกหลายรายการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตำแหน่งทางการตลาดและสร้างแรงดึงดูดของแบรนด์ในตลาดสากลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบางผลิตภัณฑ์จะถูกเปิดตัวบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิ เทศกาล Goodwood Festival of Speed และงาน Monterey Car Week ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการจัดแสดงวิวัฒนาการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งเน้นการเติบโตและการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
การหลอมรวมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย งานฝีมือสุดประณีต และวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว คือสิ่งที่ยกระดับให้ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กลายเป็นมาตรฐานขั้นสูงซึ่งถูกนำไปใช้อ้างอิงในวงการสินค้าหรูระดับโลก รวมถึงสัญลักษณ์ Made in Italy ซึ่งสื่อถึงความเป็นเลิศที่ทุกคนยอมรับ
ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทฯ ยังคงเดินหน้า พร้อมตอบรับต่อทุกความท้าทายในอนาคต บนพื้นฐานความมั่นคงทางการเงิน ความชัดเจนด้านกลยุทธ์ และการวางตำแหน่งทางการตลาดอันโดดเด่น ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบทบาทผู้เล่นชั้นนำในสมรภูมิยานยนต์ระดับไฮเอนด์
[1] Revuelto: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 15 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 350 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
[2] Urus SE: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 21.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 5.71 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 140 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): E; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 12.9 ลิตร/100 กม.
[3] Temerario: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 11.2 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 272 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 14 ลิตร/100 กม.

